10 ขั้นตอน เที่ยวยุโรปด้วยตัวเอง แบบราคาประหยัด ( Eco tours)

แนะนำ 10 ขั้นตอนสำหรับใครที่สนใจ อยากไปเที่ยวยุโรป แบบราคาประหยัด ( Eco tours ) ด้วยตัวเอง และไม่ต้องพึ่งทัวร์

dream_dest

ราคาประหยัด  คือ เที่ยวสไตล์เรา ถูกใจเรา ในราคาที่คุณกำหนดเอง  ซึ่งการวางแผนเที่ยวแบบประหยัด คุณควรจะวางแผนล่วงหน้าก่อนเดินทางไปเที่ยวอย่างน้อย 3-6 เดือน เนื่องจากการไปเที่ยว ต่างประเทศนั้น จะมีเรื่องการขอวีซ่า ซึ่งถ้าเป็นช่วงท่องเที่ยว คิวการขอวีซ่าจะรอนานค่ะ

  1. Trip duration กำหนดระยะเวลาที่จะไปเที่ยวซึ่งหมายถึง ออกเดินทางจากไทย และคิดว่าจะกลับไทย จำนวนวันที่แนะนำคือ 10 – 15 วัน ยกเว้นว่า คุณมีวันหยุดที่เยอะกว่านั้น  แต่อย่าลืมเรื่อง budget ค่ะ การอยู่นานขึ้นก็หมายถึงว่า budget ในการเที่ยวรอบนี้จะเพิ่มขึ้นด้วย
  2. Dream destination ควรจะ list สถานที่ หรือ เมืองที่อยากจะไป ตามลำดับก่อนค่ะ ทำทีเดียวเลยก็ได้ค่ะ เผื่อไว้ใช้เที่ยวครั้งถัดๆไป  (กรณีที่เที่ยวรอบนี้ ยังไม่ครบตาม wish list) เช่น อยากไป ปารีส  โรม เวนิส มาดริด เป็นต้น
  3. Find cheap flight หาตั๋วเครื่องบินให้ได้ แบบถูกที่สุดที่จะเป็นไปได้ โดยมากเป็นที่รู้กันดีว่า จองล่วงหน้า ยิ่งนานจะยิ่งถูก ที่เคยพบว่าถูกจริง คือ ไปจองตามงานท่องเที่ยว แนะนำแบบที่ ไป-กลับ คนละเมืองกันค่ะ ( multi-city )
  4. Draft your trip วางแผนสถานที่ที่จะไป เอาแบบคร่าวๆ โดยยังไม่ต้องคิดถึงเรื่องที่พัก เช่น อยู่เมืองนี้ 3 วัน แล้วจึงจะเดินทางต่อไปอีกเมือง โดยคิดว่าจะเที่ยวแต่ละที่กี่วัน อย่าลืมตรวจสอบระยะทางหรือค่าโดยสารระหว่างเมืองด้วย  เพื่อไม่ให้เดินทางแบบย้อนไปย้อนมาและจะช่วยให้คุณประหยัดค่ารถ
  5. Target your budget อย่าลืมตั้งเป้าเรื่องเงิน คุณต้องคิดว่าการเที่ยวยุโรปรอบนี้ คุณเตรียมไว้ใช้จ่ายเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ ซึ่งแนะนำว่าให้เข้าเฉพาะที่คุณสนใจหรือเฉพาะ museum ใหญ่ๆ ก็พอ ค่าของฝาก และ อื่นๆ ค่ะ โดยประมาณงบเป็นก้อนกลมๆ คร่าวๆ ก่อน
  6. Find your accommodation ที่พักควรอยู่ในย่านที่หาของกินง่าย ใกล้แหล่งท่องเที่ยว เช่น พักที่นี่ซึ่งห่างจากที่ที่จะไปนั้นสามารถเดินเท้าได้ กรณีที่ที่พักอยู่ห่างจากสถานที่ท่องเที่ยว อาจจะต้องพิจารณาพวกตั๋วที่เป็นแบบ  travel cards  1 day, 3 days เป็นต้น

ถ้าเป็นไปได้ให้เลือกที่พักแบบที่มี kitchen เพราะว่าจะได้ทำอาหารกินเองแบบง่ายๆ เพื่อเป็นการประหยัดไปอีกขั้นค่ะ ส่วนวัตถุดิบหาได้จาก supermarket หรือ อาจจะพกอาหารกระป๋องจากเมืองไทยไปบ้างก็ได้ค่ะ

Hostel ราคาถูกๆ ดีๆ ในยุโรปนั้นมีค่อนข้างเยอะ ยิ่งถ้าคุณมีเพื่อนไปหลายคน การจองห้องนอนแบบรวม จะราคาถูกกว่าแบบ private  แน่ๆ เวลาจองอย่าลืมดู review rating ด้วย เพราะคนที่เคยไปมาแล้วจะบอกเราได้ว่า ข้อดี ข้อเสียของที่พักเป็นอย่างไร และที่สำคัญ คือเรื่องความปลอดภัย เผื่อคุณเที่ยวแล้วต้องกลับดึก หรือ เผื่อคุณต้องนอนรวมกับเพื่อนชาติอื่นๆ

  1. Choose your transportation อย่างที่เกริ่นไว้ใน ตอนต้นว่า การวางแผนการเดินทางนั้น ต้องไม่ย้อนไป ย้อนมา ยกเว้นว่าคุณตัดสินใจแล้วว่า จะพักที่นี่และจำเป็นต้องนั่งรถ ไปและกลับที่พัก ดังนั้น คุณควรพิจารณา การเลือกซื้อตั๋วเดินทางที่เป็นแบบ travel pass ซึ่งจะทำให้การเดินทางของคุณเป็นไปอย่างคุ้มค่า

ในยุโรประบบ transportation นั้นโอเคอยู่มาก การเดินทางข้ามประเทศภายในยุโรป สามารถทำได้โดย เครื่องบิน รถไฟและรถบัส กรณีที่คุณไปเที่ยวหลายประเทศ แนะนำให้เข้าไปเช็คราคาตั๋วรถไฟ euro pass ทั้งหลายก่อนว่า ราคาเท่าไหร่ ซึ่ง ราคาตั๋วจะขึ้นอยู่กับจำนวนวัน และจำนวนประเทศที่จะไป  จากนั้นก็เปรียบเทียบราคากับการซื้อตั๋วรถไฟแบบเที่ยวเดียว หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือพวก low cost airlines  ส่วนทางเลือกที่เสนอราคาแบบถูกสุดๆ คือ euro bus แต่ก็ใช้เวลาเดินทางนานกว่า เมื่อเทียบกับแบบอื่นๆ ยกเว้นว่า คุณมีเวลาท่องเที่ยว แบบชิลๆ และไม่เร่งรีบอะไร

  1. Create your itinerary ตอนนี้ trip plan จะเป็นรูปร่างที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะประกอบไปด้วย วันที่เดินทาง เวลาออก เวลาถึง สถานที่จะเข้าพัก ไปเที่ยวที่ไหนบ้าง เดินทางยังไง และกลับวันไหน ซึ่ง plan นี้ จะใช้ เป็นหลักฐานประกอบ ตอนยื่นขอวีซ่าด้วยตัวเอง
  2. Apply for schengen visa จากที่เคยทราบ ถ้าไปหลายประเทศ ให้ขอประเทศที่เราจะไปพำนักนานสุด หรือ ขอวีซ่าที่ประเทศแรกที่เราจะบินไปถึงค่ะ ค่าวีซ่า ราว ๆ 60 ยูโร คือ ประมาณ 2700 บาท และ จะต้องเตรียมเอกสารต่าง ให้ครบ เช่น กรอกแบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่า เตรียมรูปถ่ายพื้นหลังสีขาว ใบรับรองสถานะทางการเงิน และ ใบรับรองจากที่ทำงาน  trip plan และ travel insurance  เป็นต้น และที่สำคัญคือ ต้องโทรไปนัดสถานทูตล่วงหน้า เพื่อขอคิว โดยมากราวๆไม่ 10. Prepare Trip manual ต้องอย่าลืมว่าไปเที่ยวครั้งนี้ เราจัดไปเอง ไม่มีไก้ด์คอยช่วยเหลือค่ะ  สำหรับคนที่พูดภาษาต่างแดนได้ คงไม่น่าจะมีปัญหาที่จะไปเที่ยวเอง แต่สำหรับคนที่ไม่ถนัดภาษาต่างแดน  อาจจะต้องทำคู่มือ เล็กๆน้อยๆ พกติดตัวค่ะ สรุปคร่าวๆ ได้ ดังนี้
  3. แผนที่ของที่พักและสถานที่ที่จะไป โดยปกติ อาจจะพิมพ์แผนที่ต่างๆ จาก internet (พิมพ์เฉพาะที่ที่เราต้องไปเท่านั้น) แล้วพอเราไปถึงที่พัก เราสามารถขอแผนที่เมือง​( city map) จากโรงแรมได้โดย ไม่จำเป็นต้องซื้อ เราไปพักเมืองไหนขอจากโรงแรมที่เราพักได้เลย
  4. สำหรับคนที่ไม่ถนัดเรื่องภาษา ให้เตรียมคำศัพท์พื้นฐาน จดใส่สมุด พกติดตัว จะบันทึกใส่มือถือก็ได้ค่ะ แต่ระวังเรื่องมือถือ battery หมด
  5. จดที่อยู่และเบอร์โทรสถานฑูตไทย ของประเทศที่จะไปเผื่อกรณีฉุกเฉิน
  6.   ตั๋วเดินทางควรจะพิมพ์และพกติดตัวไปด้วย

 

  1. Copy หน้า passport เก็บไว้กับตัว 1 ชุด หรือจะ scan ส่งเข้าเมลล์ตัวเองก็ได้ค่ะ
  2. อย่าลืมพก ยาสามัญประจำบ้านติดตัวไปด้วยเล็กน้อย เช่น แก้ปวดหัว ท้องเสีย แก้แพ้ เป็นต้น ควรเอาแบบมีฉลากยานะค่ะ เผื่อโดนตรวจจะได้ไม่มีปัญหา
  3. ขนมหรืออาหารแห้ง เผื่อเดินเที่ยวจนหิวและยังหาร้านอาหารทานไม่ได้
  4. น้ำปะปาที่ยุโรป สะอาดค่ะ ดื่มได้ อาจจะเตรียมกระติกน้ำแบบเบาๆ พกติดตัวไปด้วย

หลายคนอาจจะรู้สึกว่า ขั้นตอนเยอะ ไหนจะต้องหาตั๋วถูก หาที่พัก ขอวีซ่าเอง ซึ่งดูยุ่งยาก แต่รับรองว่า เมื่อทำครั้งแรกได้เองสำเร็จ ครั้งต่อๆ ไป ก็คงง่ายขึ้นแน่ๆ ค่ะ

 

สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก ที่น่าไปเยือนในปี 2015

สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก ที่น่าไปเยือนในปี 2015

สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก ที่น่าไปเยือนในปี 2015

สถานที่ท่องเที่ยวปี 2015 จะมีที่ไหนเด็ดโดน ๆ กันบ้าง มาดูสถานที่น่าเที่ยวจากทั่วโลกในปี 2015 กันเลย
ใกล้จะถึงสิ้นปีแล้ว ปีเก่าผ่านไปปีใหม่ก็เข้ามาพร้อมกับสิ่งใหม่ ๆ เราเชื่อว่าหลายคนคงมีเป้าหมายใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนหรือการงาน รวมทั้งการเริ่มต้นพัฒนาตนเองในทุกด้าน ไม่ว่าจะคิดสิ่งใดก็ขอให้สมความปรารถนานะคะ แต่อย่าเครียดจนลืมหาเวลาผ่อนคลายด้วยการทำสิ่งที่ตนเองชอบ โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเติมแรงบันดาลใจ และใครที่ไม่รู้จะไปเที่ยวไหนดีในปี 2015 นี้

ญี่ปุ่น (Japan)
ไม่ว่าจะกี่ปีญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่ครองใจนักท่องเที่ยวได้เสมอ โดยสถานที่ยอดฮิตตลอดกาลคงจะหนีไม่พ้นภูเขาไฟฟูจิที่เป็นเสมือนแลนด์มาร์กสำคัญของแดนอาทิตย์อุทัย นอกจากนี้ยังมีดอกซากุระที่เบ่งบานพร้อมส่งประกายสีชมพูในช่วงฤดูใบไม้ผลิ อีกทั้งญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่โดดเด่นเรื่องนวัตกรรมในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมต่าง ๆ ได้อย่างครบครัน มันจึงเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ซึ่งพร้อมจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้แวะเวียนเข้ามาเสมอ

ลิมา, เปรู (Lima, Peru)
สำหรับนักเดินทางที่เป็นทั้งขาเที่ยวและขากินตัวยงละก็ ลิมาน่าจะตอบโจทย์คุณได้ดี โดยการันตีจากรางวัล Latin America’s 50 Best Restaurants Awards ซึ่ง 8 ใน 50 ร้านอาหารดังกล่าวตั้งอยู่ในเมืองลิมานั่นเอง นอกจากนี้มันยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสัน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวัฒนธรรมหรือเทศกาลอันน่าสนใจ แถมในย่านมิลาฟลอเรสยังมีตึกสีสันสวย ๆ เรียงแนวยาวให้นักท่องเที่ยวได้ตื่นตาไปกับมัน ที่สำคัญความเรียบง่ายแต่น่าหลงใหลเช่นนี้เองที่ทำให้ลิมาเป็นอีกหนึ่งสถานที่ซึ่งห้ามพลาดในปี 2015 นี้

หมู่เกาะ Lofoten, นอร์เวย์ (Lofoten Islands, Norway)
ใครที่เป็นสาวกของอันนาและเอลซ่า สองเจ้าหญิงแห่งดินแดนน้ำแข็งก็ห้ามพลาดเลย เพราะหมู่เกาะ Lofoten ในประเทศนอร์เวย์ถือเป็นต้นแบบของ Arendelle ซึ่งเป็นอาณาจักรของเจ้าหญิงทั้งสองนั่นเอง ความงดงามที่เห็นในแอนิเมชั่นว่าตระการตาแล้ว แต่การันตีว่าของจริงนั้นงดงามยิ่งกว่า โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่หิมะโปรยปรายและปกคลุมจนภูเขาสีเขียวกลายเป็นขาวโพลน ก็ทำให้อดจินตนาการไม่ได้ว่าเรากำลังอยู่ในโลกของความจริงหรือโลกการ์ตูนกันแน่

อิหร่าน (Iran)
เชื่อเลยว่าหลายคนคงยังไม่แน่ใจว่าอิหร่านจะเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจในปี 2015 นี้ แต่อย่าเพิ่งตั้งแง่กับประเทศในดินแดนตะวันออกกลางนะคะ เพราะอิหร่านนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย อีกทั้งยังโดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรมของมัสยิดอันวิจิตรงดงามและใหญ่โต โดยเฉพาะในเมืองอิสฟาฮานและเตหะรานที่เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างที่สวยงามและมีธรรมชาติน่ายล

ล่องเรือตามแม่น้ำในยุโรป (River cruises in Europe)
ในปี 2015 นี้การท่องเที่ยวโดยล่องเรือไปตามแม่น้ำ ทะเล หรือมหาสมุทร ถือเป็นเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ เพราะคุณจะเพลิดเพลินไปกับวิวสวย ๆ ของผืนน้ำขนาดใหญ่พร้อมสัมผัสประสบการณ์ใช้ชีวิตบนเรือไม่ว่าจะเป็นการกินหรือการนอน นอกจากนี้เรือจะแวะเข้าท่าในหัวเมืองท่องเที่ยวน่าสนใจต่าง ๆ ดังนั้นคุณยังจะเพลิดเพลินไปกับวัฒนธรรมของสถานที่ต่าง ๆ ได้แบบไม่รู้เบื่อเลย ทั้งนี้ก่อนเดินทางก็ต้องศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนด้วยนะคะ ที่สำคัญสำหรับคนที่เมาเรือง่ายก็อย่าลืมพกยาติดตัวไปด้วย

เทศกาลท่องเที่ยวงานช้างจังหวัดสุรินทร์

p19g0qpbg91o8nsn084r111kldu5จังหวัดสุรินทร์เป็นดินแดนที่ได้ชื่อว่ามีการเลี้ยงช้างเป็นจำนวนมาก และมีการจัดงานแสดงของช้างเป็นงานประจำปีเพื่อแสดงถึงความสามารถของช้าง และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุรินทร์ ตลอดจนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ในงานจะมีการจัดนิทรรศการการออกร้านจำหน่ายสินค้าและการแสดงช้าง ซึ่งแสดงถึงวิถีชีวิตความผูกพันระหว่างช้างกับชาวสุรินทร์ การจำลองพิธีกรรมเกี่ยวกับการเลี้ยงช้าง เช่น การคล้องช้าง การชักเย่อคนกับช้าง ช้างแข่งฟุตบอล การจำลองขบวนช้างศึกสงครามยุทธหัตถี

งานช้างสุรินทร์เป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งแรกของประเทศไทยเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์อัตลักษณ์ความเป็นสุรินทร์ถิ่นเมืองช้าง และร่วมกันอนุรักษ์วิถีชีวิตคนเลี้ยงช้างซึ่งสืบทอดต่อกันมานับร้อยปี มีกิจกรรมที่อลังการน่าประทับใจ อาทิเช่น การต้อนรับช้างกว่า 300 เชือกกลับบ้าน ขบวนแห่รถอาหารช้าง บุฟเฟ่อาหารช้างใหญ่ที่สุดในโลก และการแสดงของช้างสุรินทร์ การประกวดรถตกแต่งอาหารช้าง โดยจะมีขบวนรถอาหารช้างที่ตกแต่งผลไม้พืชผักนานาชนิด กว่า 20 คัน นับเป็นอีกจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน

อีกทั้งยังมีวัฒนธรรมและประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์นั้นก็คือ วัฒนธรรมของการอยู่รวมกันของคนกับช้างซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแห่งเดียวในโลกของทางจังหวัดสุรินทร์ เป็นศูนย์รวมของสมาชิกชุมชนคนเลี้ยงโดยรอบและหมู่บ้านอื่นๆในจังหวัดสุรินทร์ ภายในบริเวณมีศูนย์คชศึกษามีอาคารพิพิธภัณฑ์ สถานที่แสดงเรื่องราวความรู้ต่างๆที่เกี่ยวกับช้าง จัดแสดงประเพณีและวัฒนธรรมรวมไปถึงเครื่องแต่งกายต่างๆของชาวกูย บรรพบุรุษของผู้คนจังหวัดสุรินทร์ที่มีวิถีชีวิตความผูกพันเคียงคู่ช้างตั้งแต่แสดงวิถีความผูกพันระหว่างคนกับช้างที่มีมาอย่างช้านาน ตั้งแต่เกิดจนตาย และยังมีมีลานจัดแสดงช้างให้นักท่องเที่ยวได้ชม ความสารถที่ชาญฉลาดของสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีทั้งความน่ารักและแสนรู้ ทั้งยังได้เห็นถึงการร่วมมือของคนกับช้างในการแสดงด้วยสร้างความประทับใจของผู้ชมได้ทุกรอบการแสดง ในบริเวณใกล้เคียงมีหมู่บ้านชาวกูย ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชิวิตการเลี้ยงช้าง และยังมีร้านขายของที่ระลึกวัตถุมงคลที่ได้จากส่วนประกอบของช้าง

ญี่ปุ่นรับวัฒนธรรมจากภายนอกเข้ามาและนำมาประยุกต์ผสมผสานจนกลายเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่น

43

ญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะอยู่ห่างจากชายฝั่งตะวันออกของทวีปเอเชีย ในจำนวนเกาะทั้งหมดที่มีมากกว่า 6,800 เกาะ ญี่ปุ่นมีเกาะใหญ่อยู่ 5 เกาะ คือ เกาะฮอกไกโด ฮอนชูชิโคะคุ คิวชูและโอกินาวา ข้ามฝั่งทะเลไปทางเหนือจะเป็นดินแดน คาระฟุโตะหรือที่เรียกกันว่า ซาฮะริน กับไซบีเรีย ทางตะวันตกเป็นคาบสมุทรเกาหลีกับจีน ลักษณะทางภูมิประเทศที่เป็นเกาะนี้ ทำให้ญี่ปุ่นไม่ได้รับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของภาคพื้นทวีป แต่สามารถรับวัฒนธรรมจากภาคพื้นทวีปได้ และนับแต่ก่อตั้งประเทศเป็นต้นมา ญี่ปุ่นก็ยังคงรักษาวัฒนธรรมของตนในขณะเดียวกันก็รับวัฒนธรรมจากภายนอกเข้ามา และสามารถนำมาประยุกต์ผสมผสานจนกลายเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง

เทศกาลปีใหม่เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ชาวญี่ปุ่นจะรับประทานโมจิ หรือซุปโมจิและจะไปไหว้พระขอพรที่วัด หลังจากนั้นก็จะนำต้นไม้ชื่อมัทซึ มาวางไว้ที่หน้าบ้านเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว และประดับด้วยไม้ไผ่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึงความซื่อตรง ซื่อสัตย์ เหมือนลำไผ่ และความอ่อนน้อมแต่แข็งแรงเหมือนต้นไผ่ซึ่งทนทานต่อสภาพอากาศ เทศกาลเซ็ตสึบุน  ชาวญี่ปุ่นจะนำถั่วแดงโปรยในบ้านและบริเวณนอกบ้านเพื่อไล่สิ่งไม่ดีออกจากบ้าน และให้มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในบ้าน หลังจากนั้นก็จะรับประทานเมล็ดถั่วแดงจำนวนเท่ากับอายุของตนเอง เพราะเชื่อว่ารับประทานแล้วจะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง เทศกาลวันเด็กผู้หญิงหรือฮินะมัทสึริ บ้านที่มีบุตรสาวจะนำตุ๊กตามาตั้งไว้ในบ้านเพราะเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความสุข

เทศกาลวันเด็กผู้ชาย คือวันที่ 5 พฤษภาคม เทศกาลนี้จัดขี้นสำหรับเด็กผู้ชายเท่านั้น บ้านไหนที่มีลูกชายจะประดับว่าวปลาคาร์ฟยาว 1-2 เมตรให้ปลิวไสวตามจำนวนบุตรชาย ในบ้านมีการจัดพิธีบูชาตุ๊กตานักรบ ซึ่งประกอบด้วยเสื้อเกราะ หมวกเกราะหรือที่เรียกว่า โกะงัสสึ นิงเงียว เพื่ออธิษฐานขอให้บุตรชายที่รักมีสุขภาพแข็งแรง ไร้โรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนี้ยังมีการใช้ดอกโชบุและดอกคะชิวะและโมะติ ประดับไว้กับตุ๊กตานักรบที่ชื่อว่า Kabuto และมีการดื่มสาเกฉลองเช่นเดียวกับเทศกาลวันเด็กผู้หญิง  เทศกาลโอะฮานามิ เป็นเทศกาลชมดอกซากุระ จัดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือน-กลางเดือนเมษายน เป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ชาวญี่ปุ่นจะพากันออกมาชมความงามของดอกซากุระ ซึ่งพร้อมใจกันบานสะพรั่งรับฤดูใบไม้ผลิเป็นสีชมพูตลอดทางเทศกาลหิมะ Snow Festival  จัดที่ Sapporo ทุกเดือนกุมภาพันธ์ อากาศที่หนาวเย็น ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมุ่งหน้าสู่เมืองซับโปโร บนเกาะฮอกไกโด เพื่อร่วมสนุกสนานกับเทศกาลหิมะ

7 เส้นทางท่องเที่ยวในฝันรอบโลก

ใครที่หลงใหลการเดินทาง ก็คงอยากเดินทางนานๆ สักครั้งในชีวิต ฟังมาก็เยอะ อ่านมาก็แยะ แต่ยังไม่เคยได้ออกเดินทางจริงๆเลยสักที.. เอาล่ะ! จะให้คนอื่นเล่าให้ฟังอย่างเดียวไม่ได้หรอกนะ ประสบการณ์การเดินทางเนี่ย มันต้องออกไปสัมผัสด้วยตัวเอง!

7 เส้นทางท่องเที่ยวในฝัน ของนักเดินทางหลายๆคนทั่วโลก! ตั้งแต่อเมริกา แอฟริกา ยุโรป จนถึงเอเชีย ถ้าใครไม่รู้จะไปไหน ไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองดูไว้เป็นไกด์ไลน์ ส่วนใครที่อยากไปแต่ยังไม่มีโอกาส ไม่มีเงิน ไม่กล้า กลัว… ไม่เป็นไรนะ แต่อย่าลืมทดไว้ในใจก่อนล่ะ เผื่อมีโอกาสได้ไปเข้าสักวัน

1. Banana Pancake Trail

เส้นทางยอดฮิตของมือใหม่หัดเที่ยวแบกเป้ Banana Pancake Trail หรือก็คือ AEC บ้านเรานั่นเอง หลายๆคนอาจจะงงว่า ชื่อเรียกนี้มาจากอะไร ซึ่ง Banana Pancake นั้นไม่ใช่แพนเค้กกล้วยสวยๆในคาเฟ่เก๋ๆ แต่คือ โรตีกล้วยบ้านเรานั่นแหละ! อาหารทานเล่นยอดฮิตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปไหนก็เจอเลยเอามาตั้งชื่อซะเลย เส้นทางนี้เป็นที่นิยมเพราะว่าเดินทางง่าย ค่าครองชีพถูก ผู้คนเป็นมิตร และเป็นโซนที่อากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี ใครยังไม่เคยเที่ยวแถบนี้ต้องไปแล้วละ ของดีใกล้บ้านขนาดนี้

2. Trans-Siberian Railway

เส้นทางเดินรถไฟที่ยาวที่สุดในโลก Trans-Siberian Railway ทางรถไฟสายหลักที่เชื่อมโยงฝั่งยุโรปและเอเชียของรัสเซีย ยาวเกือบหมื่นกิโลเมตร วิ่งผ่าน 2 ทวีป 7 โซนเวลา 87 เมือง ใช้เวลาเดินทางทั้งวันทั้งคืนเป็นอาทิตย์ ใครชอบนั่งรถไฟคงไม่พลาดเส้นทางยอดนิยมนี้ แต่ก็มีอีกเส้นทางหนึ่งที่เป็นที่นิยมคือ Trans-Mongolian ซึ่งเริ่มวิ่งจากเมืองปักกิ่งของจีน ผ่านมองโกเลียแล้วค่อยเข้ารัสเซีย แต่ไม่ว่าจะรถไฟสายไหนก็สามารถเดินทางเชื่อมต่อเข้าทวีปยุโรปได้ และแน่นอนว่านักเดินทางส่วนใหญ่ก็นั่งรถไฟเที่ยวยาวตั้งแต่จีนไปจนถึงอังกฤษนั่นแหละ!

3. Silk Road

เส้นทางสายไหม หรือ Silk Road เส้นทางโบราณที่เชื่อมระหว่างตะวันออกและตะวันตก มีความยาวกว่า 6,000 กิโลเมตร ผ่านสภาพอากาศที่ต่างกันสุดขั้ว ทั้งทะเลทราย ทั้งภูเขาหิมะ ตั้งแต่จีนไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งชื่อเส้นทางสายไหมนี้ได้มาจาก การค้าผ้าไหมจีนที่รุ่งเรืองในสมัยก่อน ทั้งชาวจีน เปอร์เซีย กรีก โรมัน อินเดีย ต่างก็ใช้เส้นทางนี้ในการเดินทางกันทั้งนั้น เส้นทางสายไหมจึงเต็มไปด้วยร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่น่าค้นหา รวมไปถึงธรรมชาติที่สวยงาม

4. Hippie Trail

Hippie Trail ชื่อก็บอกละว่า ฮิปปี้ แน่นอนว่าเส้นทางนี้เกิดขึ้นในช่วงยุค 60s – 70s ยุคที่ฮิปปี้กำลังเฟื่องฟู เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวที่รักอิสระ ไม่เอาสงคราม ต่อต้านสังคม มีเซ็กซ์เสรี เสพกัญชา และตั้งคำถามกับชีวิต จึงออกเดินทางแสวงหาไปทั่ว เลยเกิด Hippie Trail ขึ้นมา โดยเริ่มตั้งแต่อังกฤษยาวลงมาจนสุดที่ริมชายฝั่งทะเลเมือง GOA ของอินเดีย โดยการเดินทางเน้นใช้เงินให้น้อยที่สุด เดินทางให้นานที่สุด โบกรถ ค่ำไหนนอนนั่น กินง่ายอยู่ง่าย เรียกได้ว่าเป็นยุคบุกเบิกของการเที่ยวแบบแบคแพ็คที่ฮิตกันอยู่ในปัจจุบันนี้

5. Trans-Africa Trail

เส้นทางสุดโหดของทวีปแอฟริกา ตั้งแต่ตะวันออกไปตะวันตก ปกติแล้วคนจะนิยมเที่ยวทีละฝั่ง ไม่ฝั่งตะวันออก (อียิปต์-แอฟริกาใต้) ก็ฝั่งตะวันตก (โมร็อคโค-แอฟริกาใต้) ใครคิดว่ารวมทั้งสองฝั่งแล้วโหดเกินไปค่อยๆเก็บทีละฝั่งก็ได้ ฝั่งตะวันตกจะถูกกว่า ลุยกว่า แต่ใช้ระยะเวลาเดินทางมากกว่า ส่วนฝั่งตะวันออกจะแพงกว่านิดหน่อยแต่เดินทางสะดวกกว่า แต่ทั้งสองฝั่งนี้ไม่ควรพลาดจริงๆ เพราะทวีปแอฟริกา เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณแห่งแรกของโลก เป็นทวีปที่อุดมด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติและสัตว์ป่า ทั้งนี้ยังมีชนเผ่าดั้งเดิมน้อยใหญ่ต่างๆที่ยังดำรงชีวิตอยู่ทั่วไปในทวีปนี้

6. Gringo Trail

Gringo Trail อีกหนึ่งเส้นทางสุดคลาสสิคของละตินอเมริกา เป็นเส้นทางที่รวบรวมสถานที่สำคัญต่างๆของละตินอเมริกาไว้ด้วยกัน โดยเริ่มตั้งแต่อเมริกากลางไปสุดที่อเมริกาใต้ ยาวจากเม็กซิโกไปจนถึงบราซิล ผ่านดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณของชาวมายาและชาวอินคา ผ่านดินแดนที่มีพื้นที่ป่าไม้มากที่สุดในโลก ผืนป่าลุ่มน้ำอเมซอนที่เต็มไปด้วยสัตว์และพืชที่ไม่สามารถพบได้ในที่อื่น ผ่านทุกสภาพแวดล้อม ทั้งภูเขาไฟ ธารน้ำแข็ง ทะเลทราย ถือเป็นเส้นทางที่มีความหลากหลายในทุกๆมิติ

7. Trans-American Trail

เส้นทางสุดท้าย Trans-American Trail เส้นทางการเดินทางข้ามรัฐตั้งแต่ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ไปฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของประเทศอเมริกา ถึงจะอยู่ในประเทศแต่ระยะทางจากทั้งสองฝั่งนั้นไม่ต่างอะไรจากการเดินทางข้ามทวีปเลย แน่นอนว่าถ้าพูดถึงการเดินทางในอเมริกา หลายๆคนคงนึกถึง Road Trip การขับรถเดินทางท่องเที่ยวไปในรัฐต่างๆ เส้นนี้เป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่คนนิยมและยังสามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศแคนาดาผ่านเส้น Trans-Canada ตระเวนเที่ยวไปทั่วทวีปอเมริกาเหนือ นอกจากมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายหลากหลายแล้ว ถนนหนทางยังสะดวกสบาย เดินทางง่ายอีกด้วย

แอฟริกาใต้มีที่เที่ยวที่น่าสนใจมากมายรอคุณอยู่

38_20100208161725.
แอฟริกาใต้เป็นประเทศอิสระที่อยู่ตอนปลายทางใต้สุดของทวีปแอฟริกา มีพรมแดนติดกับประเทศนามิเบีย ประเทศบอตสวานา ประเทศซิมบับเว ประเทศโมซัมบิก และประเทศสวาซิแลนด์ ส่วนประเทศเลโซโทเป็นดินแดนที่ถูกล้อมรอบทุกด้านด้วยอาณาเขตของประเทศแอฟริกาใต้ รวมทั้งยังเป็นประเทศส่งออกเพชรและทองคำ มีชาวพื้นเมืองผิวขาวได้แก่ ชาวแอฟริกันที่สืบเชื้อสายจากชาวดัตช์ที่มาตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มแรก ปัจจุบันมีทั้งชาวดัตช์ เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ และชนเผ่าพื้นเมือง คือ ซูลู โดยแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเป็นที่ 3 ของโลกที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิประเทศประกอบด้วย ชายฝั่ง ภูเขา ทะเลทราย มีผืนป่าที่เขียวชะอุ่ม และมีสัตว์ป่าที่ยังคงดำรงชีวิตอยู่ทั่วไปในแอฟริกา และยังมีอีกหลายอย่างในแอฟฟริกาใต้

แอฟริกาใต้แบ่งออกเป็น 9 จังหวัด แต่ละจังหวัดต่างมีพืชพันธุ์ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ หรืออัญมณีที่มีค่าที่รอการค้นพบ มีชายฝั่งที่สวยงามทอดผ่านมายังแหลมตะวันตก ผ่านไปยังแหลมตะวันออกถึงเมือง KweaZulu Natal ภูเขาที่ตั้งสูงตระหง่านมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เงียบ สงบ และสามารถมองเห็นเมือง Mpumalanga และเหนือไปทางทิศตะวันตกก็คือเมือง Limpopo และ Guanteng เมืองที่มีชีวิตชีวาไปกับชีวิตกลางคืน แอฟริกาใต้มีเวลาเหมือนกับทวีบยุโรป นั่นหมายความว่า การท่องเที่ยวในยามราตรีจะมีความสะดวกเป็นอย่างมาก มื้อค่ำที่ผ่อนคลาย และสามารถนอนหลับได้ง่ายๆ ปราศจากอาการเจ็ทแล็คซึ่งมักเกิดขึ้นได้เสมอโดยเฉพาะผู้ที่เดินทางเที่ยวบินระยะยาว

แอฟริกาใต้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนาและเผ่าพันธุ์ มีภาษาที่ใช้เป็นทางการถึง 11 ภาษา ภาษาหลักคือ อังกฤษ และ Afrikaan สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2504 ถูกปกครองโดยคนผิวขาวซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย และมีนโยบายการปกครองแบบแบ่งแยกเชื้อชาติและการกีดกันสีผิวอย่างรุนแรง จนกระทั่งสหประชาชาติประกาศคว่ำบาตรแอฟริกาใต้ในปี 2520 และประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติยุติการติดต่อทางการเมืองกับแอฟริกาใต้ แรงกดดันทั้งจากในประเทศและจากนานาชาติส่งผลให้นโยบายเหยียดผิวในแอฟริกาใต้ผ่อนคลายลง และได้มีการเลือกตั้งอย่างไม่แบ่งแยกเผ่าพันธุ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2537 โดยผู้นำชาวผิวดำที่มีบทบาทสำคัญในการยุตินโยบายเหยียดผิวคือ นายเนลสัน แมนเดลา ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรก

ข้อควรรู้ก่อนเดินทางไปต่างประเทศเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด

การจะเดินทางไปต่างประเทศแต่ละทีมีเรื่องให้ต้องเตรียมตัวมากมาย แต่เรื่องเอกสารต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างหนึ่ง คุณอาจเดินทางโดยเสียเปล่าไม่ได้เข้าประเทศนั้น ดังนั้นเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวก่อนเดินทางมาให้คุณ

1. ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ
ควรศึกษาเกี่ยวกับประเทศนั้นให้รอบคอบว่าประเทศที่จะเดินทางไปนั้น มีกฎหมายห้ามการนำสิ่งของใดเข้าประเทศ ในบางประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซีย การนำอาวุธปืน กระสุน วัตถุระเบิด หรือยาเสพติดร้ายแรงเข้าประเทศจะมีโทษถึงประหารชีวิต โดยติดต่อขอทราบรายละเอียดจากสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศที่จะเดินทางไป
2. ไม่ควรรับฝากสิ่งของจากผู้อื่น
เว้นแต่จะได้ตรวจสอบให้แน่ใจด้วยตนเองแล้วว่าสิ่งของนั้นไม่เป็นของที่ผิด กฎหมาย เช่น ยาเสพติด อาวุธ หรือสารต้องห้าม เพราะหากถูกเจ้าหน้าที่ปลายทางตรวจพบจะยากในการแก้ข้อหา
3. ควรจำหรือพกพาหมายเลขติดต่อโทรศัพท์ที่สำคัญ
ควรจำหรือพกพาหมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่ของสถานทูต สถานกงสุลไทยในต่างประเทศไว้ตลอดเวลาเพื่อใช้ติดต่อขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน
4. หนังสือเดินทางเป็นเอกสารสำคัญมาก
เก็บหนังสือเดินทางไว้กับตัว และควรถ่ายสำเนาเก็บไว้อย่างน้อย 1 ชุด อย่ามอบให้ใคร เก็บไว้นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองที่มีสิทธิขอดูและตรวจสอบ และในกรณีที่หนังสือเดินทางหายให้แจ้งความต่อตำรวจท้องถิ่น และนำใบแจ้งความมาติต่อเจ้าหน้าที่สถานทูตและสถานกงสุลไทยที่อยู่ใกล้ที่สุด ทันที เพื่อขอออกเอกสารการเดินทางแทน กรณีเช่นนี้หากมีบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงก็จะช่วยให้ออกเอกสารเดินทางได้ เร็วขึ้น
5. ควรหมั่นตรวจสอบอายุวีซ่า
เพราะหากวีซ่าขาดอายุ ท่านอาจถูกปรับ จำคุก และ/หรือส่งตัวกลับประเทศไทยได้
6. กรณีประสบเหตุร้ายในต่างประเทศ
เช่น ประสบอุบัติเหตุ ถูกล่อลวงไปค้าประเวณี ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังโดยมิชอบ ท่านสามารถขอความช่วยเหลือจากสถานทูต สถานกงสุลไทยทุกแห่ง แม้ว่าท่านอาจไม่มีหนังสือเดินทางหรือวีซ่าขาดอายุ หรือเป็นผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายก็ตาม
7. ผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศเป็นระยะเวลานาน
ควรแจ้งชื่อ ที่อยู่ ให้สถานทูตหรือสถานกงสุลไทยประจำประเทศที่ไปอยู่ทราบ รวมทั้งแจ้งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ทุกครั้ง เพื่อทางสถานทูต สถานกงสุลไทย สามารถติดต่อท่านได้ในยามฉุกเฉินและจัดทำทะเบียนคนไทยเพื่อให้การช่วยเหลือ ในกรณีมีเหตุจำเป็น รวมทั้งแจ้งญาติ บุคคลในครอบครัว หรือเพื่อนสนิทให้ทราบไว้ด้วย

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีการจัดการระบบโทรคมนาคมค่อนข้างซับซ้อน

14

ออสเตรเลียมีชื่อประเทศอย่างเป็นทางการว่าเครือรัฐออสเตรเลียออสเตรเลียเคยเป็นประเทศอาณานิคม ของอังกฤษมาก่อน ปัจจุบันออสเตรเลียเป็นประเทศในจักรภพ ที่ตั้ง ประเทศอยู่บนเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก และในขณะเดียวกันออสเตรเลีย ก็เป็นทวีปทีเล็กที่สุดในโลกด้วยออสเตรเลียเป็นประเทศ”ใหม่”แม้จะ มีประวัติความเป็นมาในการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่ไม่ยาวนาน ไม่มี ร่องรอยอารยธรรมโบราณที่เป็นรากเหง้าของอารยธรรมโลก แต่ ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง มีธรรมชาติสวยงาม หลากหลาย เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าไปเยือน มีเสน่ห์อย่างยิ่งด้วยความ มีน้ำใจและความเป็นกันเองของคนออสเตรเลียกับความสวยบริสุทธิ์ของ ธรรมชาติ

สภาพภูมิอากาศของออสเตรเลียแตกต่างกันในแต่ละรัฐ สภาพอากาศทั่วไป จะเป็นแบบเขตร้อนจนถึงเขตอบอุ่น อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดที่ทัสมาเนียประมาณ 0-12 องศาเซลเซียส และร้อนสุดที่มณฑลตอนเหนือประมาณ 33-34 องศาเซลเซียสออสเตรเลียใช้สกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย โดย 1 ดอลลาร์ออสเตรเลียจะมีค่าเท่ากับ 100 เซ็นต์ และมีการแบ่งค่าของเงินดังนี้ คือ ค่าของธนบัตรมีแบบใบละ 5, 20, 50 และ 100 ดอลลาร์ ส่วนเหรียญที่ใช้ จะมี 2 แบบคือเหรียญทอง จะมีเหรียญละ 1 ดอลลาร์ และ 2 ดอลลาร์ ส่วนเหรียญเงินจะมีแบบเหรียญละ 5, 10, 20 และ 50เซ็นต์ ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยนกับเงินบาทไทยอยู่ที่ประมาณ 30 AUD ต่อ 1 บาท

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีการจัดการระบบโทรคมนาคมค่อนข้างซับซ้อน แต่โทรศัพท์สาธารณะที่สามารถโทรออกต่างประเทศนั้นสามารถหาได้ใช้ได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นที่ทำการไปรษณีย์, ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ, โรงเรียน, มหาวิทยาลัย, สถานีรถไฟหรือตามท้องถนนต่างๆ โดยมีทั้งแบบหยอดเหรียญ บัตรโทรศัพท์ และบัตรเครดิต การหาซื้อบัตรโทรศัพท์นั้นสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป (Milk Bar) 7eleven ร้านขายอุปกรณ์สื่อสาร และร้านค้าของคนจีนในย่าน China Town ส่วนอัตราค่าโทรศัพท์ ในพื้นที่เดียวกันจะเริ่มต้นที่ 40 เซ็นต์ ส่วนอัตราค่าโทรศัพท์ทางไกลไปต่างประเทศนั้นจะมีหลายราคา ตั้งแต่ 80 เซ็นต์ต่อนาที ไปจนถึงประมาณ AUD$ 2.5 ต่อนาที ขึ้นอยู่กับประเทศที่โทรไป รหัสทางไกลระหว่างประเทศของออสเตรเลียคือ 61 ถ้าจะโทรทางไกลจากออสเตรเลียมาไทยให้กด 0011 ตามด้วย 66 และกดหมายเลขโทรศัพท์ของสถานที่ที่ต้องการ

การเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวทะเลให้มีแต่ความสุข และสามารถสนุกสนานได้อย่างเต็มที่


เมื่อเข้าช่วงหน้าร้อนสถานที่ท่องเที่ยวที่มักได้รับความนิยม ก็คงหนีไม่พ้นทะเลเป็นแน่เพราะความปลอดโปร่ง ของท้องฟ้าใส น้ำทะเลสีครามและ หาดทรายที่ขาวสะอาด คงทำให้ได้รู้สึกผ่อนคลายร้อนได้มากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นทะเลทางฝั่งอ่าวไทย หรือทะเลทางฝั่งอันดามัน ก็ล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์ ในตัวเองที่แตกต่างกันแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน การเตรียมความพร้อมก่อนการท่องเที่ยวก็มีความสำคัญไม่น้อย เพราะเมื่อเราเตรียมพร้อมมาอย่างดีแล้ว การเที่ยวของเราครั้งนี้ก็มีแต่ความสุข และสามารถสนุกสนานได้อย่างเต็มที่ ไม่มีความกังวล เรามี เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ในการเตรียมตัวก่อนไปเที่ยวทะเล ที่ดูเหมือนเป็นเรื่อง ๆ ง่าย ๆ แต่เราก็ไม่ควรที่จะมองข้าม มานำเสนอ

เตรียมตัวอย่างไรเมื่อไปทะเล
สิ่งแรกที่เราควรที่จะคำนึงถึงเมื่อเราจะไปเที่ยวก็คือ สถานที่ ที่เราจะไป เราควรหาข้อมูล รายละเอียดของที่ ๆ จะไปให้มากที่สุด ควรรู้สภาพภูมิอากาศด้วยยิ่งดีจะได้เตรียมอุปกรณ์ ต่างๆ ให้พร้อมและเตรียมรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ นอกจากภูมิอากาศแล้ว เรายังควรที่จะรู้ว่าที่ที่เราจะไปนั้นมีอะไรเป็นจุดเด่น มีกิจกรรมอะไรให้เราทำบ้าง กลับมาจะได้ไม่อายใคร ว่าไปแล้วไปไม่ถึง

การเตรียมเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับสถานที่ ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยเช่นกัน ควรเลือกให้เข้ากัน กับบรรยากาศชายทะเลสิ่งที่ต้องเตรียมก็เช่น ชุดว่ายน้ำ ผ้าผืนโต ๆ สำหรับปูนอนอาบแดด และพันกาย เสื้อกล้าม เสื้อยืดสบาย ๆ กางเกงขาสั้นที่ดูทะมัดทะแมง กางเกงชาวเล ที่ใช้ได้ทั้งการใส่นอน – ใส่เที่ยว แว่นกันแดด หมวกใบเก๋ รองเท้าแตะ โดยอาจเลือกเสื้อผ้าและรองเท้าให้มีสี เข้ากันเพียงสีเดียวหรือสองสีพื้น ๆ เพื่อจะสลับสับเปลี่ยนกันใช้ได้ เป็นการประหยัดเนื้อที่เวลาเก็บใส่กระเป๋าอีกด้วย

ขึ้นชื่อว่าไปเที่ยวทะเลแล้ว หลายคนก็คงรู้สึกเหมือนกันว่ากลับมาต้องดำแน่นอน เพราะอย่างที่รู้กันว่าทะเลเป็นที่ที่แดดแรงมากแต่ถ้าเรารู้จักวิธีการป้องกันมันก็คง ไม่ร้ายแรงอย่างที่คิด ดังนั้นสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการเที่ยวทะเลลำดับต่อมา ก็คงหนีไม่พ้น ครีมกันแดด ซึ่งก็ควรเป็นครีมกันแดดชนิดที่มีค่า SPF สูง ๆ ไว้ก่อนนะคะ ทางที่ดีน่าจะเกินกว่า 30 – 50 ขึ้นไป นอกจากครีมกันแดดแล้ว เมื่อเราไปที่ต่าง ที่ต่างถิ่นเราอาจจะไม่สบายเอาได้ง่าย ๆ เราก็ควรจะเตรียมยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ หรือพลาสเตอร์ยา เผื่อเอาไว้ยามฉุกเฉินด้วยนะคะ

นอกจากนี้ก็ยังมีข้าวของที่มองดูเหมือนเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่ก็มีความสำคัญไม่น้อยเลย เช่น ยาสระผม ครีมอาบน้ำ ครีมบำรุงผิว ที่ขนาดปกติที่เราใช้ ๆ กันอาจจะมีขนาดที่ใหญ่โต ไม่สะดวกต่อการพกพา เมื่อเราจะไปเที่ยวเราก็อาจจะแก้ไขด้วยการแบ่งใส่ขวดแบ่ง บรรจุเล็ก ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการพกพา เวลาไปเที่ยวนอกจากคุณจะต้องเสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัวอื่นๆ แล้ว สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจจะ ลืมได้ก็คงจะเป็น กล้องถ่ายรูป เพื่อให้การเที่ยวของคุณแต่ละครั้งสมบูรณ์แบบ จึงจำเป็นต้องมีการเก็บภาพเป็นที่ระลึกไว้ให้ดูเมื่อกลับมา เป็นสิ่งที่ดีเสียอีกนะ เก็บภาพไว้ยังดีกว่าเก็บสิ่งของจากสถานที่นั้นมานะคะ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นแค่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการเตรียมตัว ก่อนที่จะออกเดินทางไปเที่ยวทะเล ที่หลาย ๆ คน อาจจะเห็นว่ามันเรื่องง่าย ๆ ที่มองข้ามไป แต่ถ้าเรามีความรู้เก็บไว้บ้าง บางทีทริปหน้าของเราอาจจะสะดวก สบาย และเตรียมตัวได้พร้อมมากขึ้นก็ได้

ท่องเที่ยวดินแดนอาทิตย์เที่ยงคืน ประเทศนอร์เวย์

ประเทศนอร์เวย์ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนอาทิตย์เที่ยงคืนหรือ The Midnight Sun เนื่องมาจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะโลกกลมและหมุนรอบตัวเองพร้อมกับโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วย โดยโลกจะเอียงแกนสลับเอาขั้วโลกเหนือ-ใต้หันเข้าหาดวงอาทิตย์ชั่วระยะหนึ่งใช้เวลาเท่าๆกัน คือประมาณ 4-6 เดือน โดยขณะที่โลกหันขั้วนั้นเข้าหาดวงอาทิตย์ ประเทศในแถบขั้วโลกนั้นก็จะเป็นฤดูร้อน ซึ่งปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์เที่ยงคืน ณ โลกเหนือ จะเกิดขึ้นในบริเวณที่อยู่เหนือเส้นอาร์ติกเซอร์เคิล หรือประมาณเส้นละติจูดที่ 66 องศาเหนือ ทำให้ผู้คนในประเทศที่อยู่เหนือเส้นละติจูดนี้มองเห็นดวงอาทิตย์ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน

เนื่องจากนอร์เวย์ตั้งอยู่ใกล้เขตขั้วโลกเหนือ จึงมีอากาศหนาวเย็นนานถึง 6 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เมษายน ซึ่งจะมีอุณหภูมิประมาณ 0 ถึง ติดลบ 40 องศาเซลเซียส โดยอากาศในกรุงออสโลจะหนาวที่สุดในเดือนธันวาคมและมกราคม และมีหิมะตกตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนเมษายน ในช่วงฤดูหนาวระยะเวลากลางวันจะสั้นกว่าเวลากลางคืน โดยในเดือนธันวาคม-มกราคม จะมีแสงแดดเพียงวันละ 0-6 ชั่วโมงเท่านั้น ฤดูร้อนในนอร์เวย์มีระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-สิงหาคม โดยมีอุณหภูมิประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส ในช่วงฤดูร้อนจะมีระยะเวลากลางวันยาวนานกว่าระยะเวลากลางคืน

นอร์เวย์เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติทางพื้นดิน ป่าไม้ และทะเลอย่างมาก โดยมีอุตสาหกรรมหลัก คือ อุตสาหกรรมการประมง อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ป่าไม้ อุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ อุตสาหกรรมแร่ธาตุ จำพวกอลูมิเนียม สังกะสี ตะกั่ว และทองแดง และอุตสาหกรรมการต่อเรือ และอุปกรณ์ด้านการเดินเรือทะเล นอกจากนี้นอร์เวย์ยังมีอุตสาหกรรมการเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทางตอนใต้ของทะเลเหนือ รัฐบาลนอร์เวย์จึงพยายามที่จะดำเนินนโยบายที่จะให้หลักประกันต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเพื่อผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

นอร์เวย์เป็นรัฐสวัสดิการ มีนโยบายที่เน้นการนำรายได้ของรัฐมาสนับสนุนภาคบริการเพื่อเป็นหลักประกันทางสังคมแก่ประชาชนในด้านต่างๆ อาทิ การบริการรักษาพยาบาล การศึกษา การจัดระบบบำเหน็จบำนาญ และการดูแลผู้พิการและผู้สูงอายุ โดยลักษณะสำคัญของสังคมนอร์เวย์อีกประการหนึ่ง คือ การเน้นความเท่าเทียมกันในเรื่องเพศ ซึ่งทำให้สตรีชาวนอร์เวย์ได้รับสิทธิในการทำงานและสิทธิทางด้านสังคมอื่นๆ เช่นเดียวกับบุรุษ และนอร์เวย์เป็นประเทศที่ร่ำรวยมากที่สุดในลำดับต้นๆ ของโลก โดยรายได้หลักของประเทศมาจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ซึ่งนอร์เวย์มีปริมาณสำรองมากเป็นอันดับ 2 และ 7 ของโลกตามลำดับ และรัฐบาลเป็นถือหุ้นหลักในบริษัท Statoil

มัลดีฟส์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆสำหรับคู่รักที่จะไปฮันนีมูน

การดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ (Honey Moon)

เป็นตำนานในแถบยุโรปเหนือได้กล่าวถึงธรรมเนียมการ Honeymoon หรือการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ว่าเป็นคำเปรียบเปรยชีวิตคู่ เสมือนการขึ้นลงของพระจันทร์ ทั้งนี้เพราะในช่วงเดือนแรกของการแต่งงานนั้น บรรยากาศแห่งรักย่อมหวานหอมประดุจน้ำผึ้งนั้นเอง ส่วนในบางตำนานก็กล่าวว่าเป็นประเพณีในเดือนแรกที่คู่แต่งงานใหม่ต้องดื่มเหล้าน้ำผึ้ง เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของร่างกาย กระทั่ง มาถึงศตวรรษที่ 19 หลังพิธีแต่งงานคนยุโรปที่มีเงินมักจะนิยมเดินทางไปเยี่ยมญาติที่ไม่ได้มาร่วมงานแต่งตามเมืองหรือประเทศต่างๆ และถือเป็นการท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลายไปในตัวด้วยนั่นเอง

แม้ว่าสถานการณ์ตลาดการท่องเที่ยวในปัจจุบันได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ แต่การท่องเที่ยวกลุ่มฮันนีมูนและแต่งงานยังได้รับความนิยม เนื่องจากการท่องเที่ยวในลักษณะนี้มีความสำคัญในการบันทึกความทรงจำของชีวิตคู่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้สูง ตลาดหลักในกลุ่มนี้คือ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส และสแกนดิเนเวีย โดยประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญที่มีชื่อเสียง และเป็นที่นิยมในตลาดนี้ คือ ฮาวาย แคริบเบียน เม็กซิโก  ศรีลังกา และมัลดีฟส์

จากกระแสการเติบโตของการท่องเที่ยวเพื่อการแต่งงานและฮันนีมูน

ได้สร้างโอกาสและส่งผลให้ประเทศสมาชิกอาเซียนได้มีการวางแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวเจาะกลุ่มคู่รักโดยเฉพาะ เช่น ฟิลิปปินส์กำหนดตำแหน่งทางการตลาดเจาะคู่แต่งงานชาวจีนและไต้หวัน โดยกำหนดให้เกาะเซบู เกาะปาลาวัน และเกาะโบราเคย์เป็นสถานที่จัดงานแต่งงานและฮันนีมูนสำหรับคู่รัก เนื่องจากราคาค่าใช้จ่ายเหมาะสม ไม่แพงมาก โดยกำหนดกลยุทธ์การตลาดโดยการออก Road show และผลักดันให้เพิ่มเที่ยวบินจากจีนและไต้หวันมายังฟิลิปปินส์มากขึ้น มาเลเซียเน้นเจาะตลาดจากกลุ่มลูกค้าอินเดียและตะวันออกกลาง โดยกำหนดให้เกาะลังกาวีเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานและฮันนีมูนสำหรับคู่รัก ขณะที่อินโดนีเซียเลือกเกาะบาหลีเป็นสถานที่แต่งงานและฮันนีมูนสำหรับคู่รัก และกำลังขยายการท่องเที่ยวไปยังเมืองสุราบายา

แม้จะมีผู้พยากรณ์ว่าเกาะมัลดีฟส์ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงแค่ 2.5 เมตร กำลังจะจมน้ำในอีกไม่ถึง 100  ปีข้างหน้า หลังเหตุการณ์สึนามิผ่านพ้นไปได้ไม่นานก็ตาม แต่ในปัจจุบันสถานที่บริเวณชายฝั่งของเกาะมัลดีฟส์ก็ได้รับการแก้ไขเสียใหม่ โดยความช่วยเหลือของหน่วยงานราชการจนทำให้สภาพของมัลดีฟส์กลับมาเป็นดังหาดสวรรค์ อันเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ของผู้คนที่แตกต่างออกไป ทั้งหน้าตา สีผิว วัฒนธรรม และประเพณี ไปจนถึงการได้ศึกษานิสัยใจคอของผู้คน ทั้งนี้โรงแรมและรีสอร์ทอันสวยงสมในมัลดีฟก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก สภาพพื้นที่บนเกาะส่วนใหญ่จะใกล้เคียงกัน คือมีแนวน้ำตื้นๆให้เล่นกีฬาทางน้ำ พื้นที่สำหรับสน็อกเกิล มีชายหาดให้อาบแดด ซึ่งแต่ละสถานที่จะแตกต่างกันบ้างก็ตรงที่ Concept การตกแต่งและการจัดการของแต่ละแห่งนั่นเอง

การเตรียมตัวท่องเที่ยวเพื่อประสบการณ์ดี ๆ ที่เกิดขึ้น

การท่องเที่ยวจัดได้ว่าเป็นกิจกรรมที่เหมาะกับทุกช่วงวัยนะคะ เพราะเป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆ กับคนในครอบครัว หรือในหมู่เพื่อนสนิท  ได้เรียนรู้เปิดประสบการณ์สู่โลกใหม่  สัมผัสกับบรรยากาศ ความสวยงามของธรรมชาติ ลักษณะบ้านเมือง วัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละท้องที่ การท่องเที่ยวจะว่าไปแล้วไม่ว่าใกล้หรือไกลก็นับว่าเป็นกำไรของชีวิตคะ  เป็นการให้รางวัลตัวเองได้พักผ่อนจากการทำงาน   และจะเที่ยวทั้งทีให้สนุก ก็ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าค่ะ Tips เตรียมพร้อมก่อนเดินทางท่องเที่ยวมีอะไรบ้างนั้น มาลองดูกันค่ะ

เตรียมข้อมูล แน่นอนว่าก่อนไปเที่ยว นอกจากจะต้องวางแผนการลางาน บอกเจ้านาย และเพื่อนร่วมงานแล้ว การเลือกสถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกใจ ถือเป็นเรื่องแรกที่ต้องเตรียมค่ะ หลังจากเลือกที่เที่ยวแล้วขาดไม่ได้เลยคือ การศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศหรือสถานที่ท่องเที่ยวนั้นๆ ว่ามีที่เที่ยวหรือกิจกรรมอะไรให้ทำบ้าง จะได้เตรียมตัวถูกค่ะว่า จะเป็นทริปเดินดูบ้านเมือง งานศิลปะ เดินชอปปิ้ง หรือว่าจะผจญภัย นอกจากเตรียมตัวรับสถานการณ์แล้ว การตรวจสอบสภาพอากาศถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเพื่อจัดเตรียมเสื้อผ้า รองเท้าได้อย่างเหมาะสม รวมถึงหากวางแผนไปเที่ยวต่างประเทศ จะต้องดูว่าประเทศนั้นๆ ต้องการวีซ่าหรือไม่ อย่าลืมตรวจสอบหนังสือเดินทางว่าใกล้หมดอายุหรือยัง เพราะต้องมีอายุการใช้งานคงเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือนนับจากวันเดินทางนะคะ

เตรียมค่าใช้จ่ายการเตรียมเงินให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม บางท่านอาจเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่หลายท่านคิดถึงเฉพาะที่เที่ยว อาจยังไม่ได้คำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมดว่าเท่าไหร่ เรามาลองเช็คกันก่อนดีกว่าค่ะ ว่าคุณได้เตรียมการเผื่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้บ้างรึยังหากคุณเลือกไปเที่ยวกับบริษัททัวร์ ซึ่งบริษัทกำหนดราคาทัวร์ไว้ชัดเจน อันนี้ง่ายค่ะ ในการเตรียมงบประมาณ เพราะทราบค่าใช้จ่ายที่ต้องจัดเตรียมที่แน่นอน แนะนำว่าก่อนตัดสินใจซื้อโปรแกรมทัวร์ ควรเปรียบเทียบราคาทัวร์อย่างถี่ถ้วน เพื่อให้ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุด เช่น วันออกเดินทางต่างกัน ก็ทำให้ราคาอาจแตกต่างกัน ทัวร์ราคาถูกอาจยังไม่รวมค่าธรรมเนียมบางอย่าง ซึ่งเมื่อรวมค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วราคาอาจไม่แตกต่างจากบริษัทอื่น เดี๋ยวนี้ทัวร์ไปเที่ยวยังมีโปรโมชั่นร่วมกับบัตรเครดิต การเลือกบริษัททัวร์ที่มีโปรโมชั่นจ่ายผ่านบัตรเครดิตผ่อน 0% เป็นเวลา 3 เดือน 6 เดือน  ก็มีข้อดีนะคะ เพราะจะช่วยให้คุณไม่ต้องเก็บออมเงินนาน สามารถไปเที่ยวได้เร็วขึ้น และยังสะสมคะแนนบัตรเครดิตได้อีกด้วย แต่ต้องอย่าลืมวางแผนการใช้เงินให้ดี ให้กลับมาจากเที่ยวแล้วเราจ่ายไหวด้วยคะ

ทริปความรู้ข้อควรระวังในการเดินทางท่องเที่ยว


เมื่อเราเดินทางท่องเที่ยว เรามักจะคาดหวังว่าจะพบเจอในสิ่งที่ดีๆ ได้พักผ่อนหย่อนใจ ได้สัมผัสกับสิ่งใหม่ๆในชีวิต ซึ่งจะเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจไปนาน อย่างไรก็ตามการเดินทางท่องเที่ยวแต่ละครั้งย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดภัยอันตรายขึ้นได้ โดยเฉพาะต่อสุขภาพร่างกายของเราจึงควรตระหนักไว้เสมอต่อไปนี้เป็นความเสี่ยงที่พบได้ในการเดินทางท่องเที่ยว
1. อุบัติเหตุ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นความเสี่ยงหรือภัยอันตรายที่สำคัญที่สุด และพบได้บ่อยที่สุดในนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุจากการจราจร หรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างการท่องเที่ยว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เวลาหน้าเทศกาลแต่ละที จะมีการเดินทางกันอย่างมาก ซึ่งต้องระวังอุบัติเหตุกันด้วย โดยเฉพาะการเมาเหล้าแล้วขับรถ ทำให้เกิดอุบัติเหตุง่ายมาก และเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆเลยในหน้าเทศกาลต่างๆ นอกจากนี้เวลาเราไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมอะไร ควรระมัดระวังอุบัติเหตุไว้เสมอ เช่นการไปปีนเขา ล่องแก่ง เที่ยวทะเล ดำน้ำ ฯลฯ ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆต้องอยู่ในสภาพดี และไม่ควรทำกิจกรรมที่เสี่ยงอันตรายเกินไป ความสนุกสนานเพียงชั่วคราวอาจนำมาซึ่งการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง
2. อันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญที่อาจไม่ได้พูดกันบ่อยนัก แต่ก็พบได้ไม่น้อย เพราะพวกเรานักท่องเที่ยวเป็นคนต่างถิ่น ย่อมเป็นเป้าสายตาได้ง่าย และอาจมีผู้ไม่หวังดีเข้ามาข้องแวะได้ เราไม่ควรประมาท ต้องระวังการหลอกลวง การโจรกรรม ตลอดจนการทำร้ายร่างกาย ฯลฯ ควรระมัดระวังไว้เสมอ แต่ก็ไม่ควรถึงกับระแวงทุกคนที่เข้ามาพูดคุยด้วย อาจจะทำให้การท่องเที่ยวหมดสนุกไปได้
3. โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก่อนการเดินทางควรต้องแน่ใจว่าสุขภาพร่างกายเราพร้อม ผู้มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ และนำยาประจำตัวติดไปด้วย และต้องคิดแผนฉุกเฉินไว้เสมอ เพราะบางครั้งโรคอาจจะกำเริบระหว่างการเดินทางได้ เช่น ถ้าเป็นโรคหอบหืด ควรเตรียมยาพ่นขยายหลอดลมไปให้พอ อาจต้องมีจดหมายประวัติของโรคโดยให้คุณหมอเขียนให้ และอาจจำเป็นต้องดูหรือหาข้อมูลเรื่องสถานพยาบาลในที่นั้นๆไว้ก่อนเผื่อในเวลาฉุกเฉิน นอกจากนี้เราต้องศึกษาว่าในประเทศหรือในพื้นที่ที่เราจะไป มีโรคระบาดอะไรอยู่บ้างหรือไม่ เพราะในบางกรณีอาจจำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรค หรือเตรียมการป้องกันอย่างอื่น จะทำให้เราเที่ยวได้อย่างสนุกและสบายใจขึ้น
4. อันตรายจากสิ่งแวดล้อม/สภาพอากาศ/สัตว์ต่างๆ เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญ เช่นเวลาเราจะไปเที่ยวในประเทศเมืองหนาวหรือเมืองร้อน ต้องเตรียมเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และอุปกรณ์ที่จำเป็นให้เหมาะสม เช่นถ้าจะไปเที่ยวภูเขาหิมะ นอกจากเสื้อผ้าจะต้องพอแล้ว อย่าลืมเรื่องรองเท้า แว่นกันแดด และครีมกันแดดด้วย เพราะอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยป้องกันอันตรายได้ ตรงกันข้ามถ้าเราไปในเมืองร้อน หรือไปเที่ยวในทะเลทราย ต้องดื่มน้ำให้พอ อย่าลืมครีมกันแดด และอย่าให้ร่างกายถูกแสงแดดมากเกิดไป อาจเกิดอันตราย เช่นลมแดดได้ นอกจากนี้อันตรายจากสัตว์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง แมงกะพรุน ฯลฯ หรือสัตว์ไม่มีพิษ เช่น หมี ช้าง สิงโตก็สำคัญ โดยเฉพาะถ้าไปเที่ยวในบางพื้นที่หรือบางประเทศ ควรหาข้อมูลให้ดีก่อนการเดินทาง และปฏิบัติตามคำแนะนำ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย
5. ภาวะเครียดและสุขภาพจิตไม่ดี อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการเดินทาง ควรทำใจให้สบาย เปิดใจให้กว้าง อย่าคาดหวังอะไรสูงเกินไป และต้องเตรียมทำใจเผื่อไว้ด้วย เพราะเวลาเราไปเที่ยวหรือเดินทางในที่ที่ไม่คุ้นเคย ย่อมเกิดปัญหาอุปสรรคได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการพลาดเที่ยวรถ หลงทาง หาห้องน้ำไม่เจอ ทะเลาะกับเพื่อนร่วมทาง โรงแรมไม่สะอาด แอร์ไม่เย็น ถูกหลอกให้ซื้อของแพง ฯลฯ ปัญหาร้อยแปดพันเก้านี้ เชื่อว่าหลายๆคนคงมีประสบการณ์ สิ่งที่ดีที่สุดคือควรทำใจไว้ล่วงหน้า เห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว เราก็แก้ไขกันไป อย่าเก็บมาคิดจะทำให้การเดินทางท่องเที่ยวมีแต่ความเครียด และหมดสนุกไป

จริงๆยังมีความเสี่ยงอื่นๆที่อาจเกิดระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวอีก แต่คงไม่ได้นำมากล่าวทุกอย่างในที่นี้ สำคัญคือเราต้องรู้เขา รู้เรา ก่อนการเดินทางเสมอ และควรจะตระหนักและระวังถึงความเสี่ยงต่างๆไว้บ้าง แต่ก็ไม่ควรจะกังวลมากไปจนเครียดทำให้กลัวไปหมดทุกอย่าง ขอให้ทุกท่านเดินทางครั้งต่อไปด้วยความสุข สนุก และปลอดภัย

ขั้นตอนง่าย ๆ ในการเก็บเงินไปเที่ยวรอบโลก

อยากไปเที่ยวรอบโลกกับเขาบ้าง จะทำอย่างไรดี ด้วย 6 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการเก็บเงินไปเที่ยวรอบโลกนี้ จะช่วยให้เราสามารถทำฝันให้เป็นจริงได้ แม้มีรายได้ไม่มากก็ตาม

สำหรับผู้ที่รักการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ แต่อาจจะยังลังเลที่จะวางแผนไปเที่ยวยังที่ต่าง ๆ ด้วยปัจจัยด้านการเงิน นี่ก็คือคำแนะนำง่าย ๆ ที่จะช่วยให้เราสามารถวางแผนเดินทางไปท่องเที่ยวรอบโลกได้อย่างเสรี โดยไม่ต้องถูกความกังวลด้านค่าใช้จ่ายผูกมัดจนต้องพลาดการผจญภัยอันยอดเยี่ยมอีกต่อไป และไม่ว่าเราจะเป็นผู้ที่มีรายได้สูงหรือปานกลาง ความฝันในการท่องเที่ยวรอบโลกของเราก็สามารถทำให้เป็นจริงได้อย่างแน่นอน ด้วยเคล็ดลับ 6 ขั้นตอนต่อไปนี้

กำหนดเป้าหมายในการเดินทาง

นี่คือสิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรก และมีความสำคัญมากที่สุด การสร้างเป้าหมายในการเดินทางจะทำให้เรามีใจมุ่งมั่นกับเป้าหมายนั้น ลองวาดแผนที่ถึงสิ่งที่เราคาดหวังในการเดินทางดูสิ คำนวณระยะเวลาในการเดินทางและสิ่งที่คาดหวังจะได้พบเจอ เช่น เราอาจตั้งเป้าว่าจะไปแบ็กแพ็คทั่วอเมริกาใต้สัก 3 เดือน โดยมีงบประมาณเดือนละ 32,000 บาท เป็นต้น และด้วยเป้าหมายพื้นฐานที่เรากำหนดไว้ ก็จะทำให้เราวางแผนไปสู่สิ่งที่เราต้องทำต่อจากนี้ง่ายขึ้น

เริ่มตั้งกองทุนเพื่อการท่องเที่่ยว

หากเราวางแผนที่จะเก็บเงินเพื่อการท่องเที่ยว เราคงต้องเริ่มออมเงินสดบางส่วนมาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แน่นอนว่าแม้เราจะเก็บเงินเข้ากองทุนนี้ได้แค่เดือนละ 6,000 กว่าบาท แต่เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี เราก็จะมีทุนมากถึง 72,000 บาทเลยทีเดียว และเหนือสิ่งอื่นใด จำไว้ว่ายิ่งเรานำเงินมาใส่ไว้ในกองทุนนี้ได้มากเท่าไหร่ การเดินทางของเราก็จะยืดหยุ่นและสนุกสนานมากขึ้นเท่านั้น เราต้องมีความรับผิดชอบในด้านการเงิน และมีความมุ่งมั่นในการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเพื่อไปให้ถึงจุดหมายเร็วขึ้น

จัดระเบียบด้านการเงินของเรา

ในช่วง 2 เดือนก่อนที่เราจะออกเดินทาง เราต้องแน่ใจว่าเราได้จัดการกับบิลเรียกเก็บเงินทั้งหลายจนเรียบร้อยแล้ว จะได้ไม่มียอดค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในช่วงที่เราอยู่ต่างแดน อย่าลืมติดต่อกับบริษัทประกันรถยนต์ให้ระงับบัญชีของเราไว้ในช่วงที่เราไม่ได้ใช้รถ รวมทั้งหากเราไม่คิดจะใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างท่องเที่ยว ก็อย่าลืมติดต่อผู้ให้บริการเพื่อระงับการใช้งานเบอร์ของเราไว้จนกว่าเราจะกลับมา จะได้ไม่ต้องเสียค่าบริการรายเดือนทั้งที่ไม่ได้ใช้งาน นอกจากนี้สำหรับบิลอื่น ๆ ที่ยังไม่ถึงรอบชำระเงิน เราคงจะต้องเตรียมเงินในบัญชีไว้ให้พอหักชำระบิลเหล่านี้ หรืออาจใช้วิธีจ่ายบิลออนไลน์ผ่านบัตรเครดิตในขณะที่เราอยู่ต่างประเทศก็ได้

ใช้ประโยชน์จากโบนัส สมัครบัตรเครดิต

ค่าใช้จ่ายที่แพงที่สุดในการท่องเที่ยวของเรานั้นเห็นจะหนีไม่พ้นค่าตั๋วเครื่องบิน ซึ่ง 1 ในเคล็ดลับที่สำคัญที่สุดในการประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ การคือการสมัครบัตรเครดิตใหม่สัก 2 ใบใน 1 ปี เพื่อรับโบนัสสะสมไมล์ของสายการบินอย่างฟรี ๆ ตามที่ผู้ให้บริการเสนอมาพร้อมการเปิดบัตรใบใหม่ ซึ่งจำนวนไมล์สะสมนี้เองที่จะช่วยให้เราสามารถเดินทางไปยังที่ต่างแดนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือประหยัดค่าตั๋วเครื่องบินไปส่วนหนึ่ง

ตัดลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นทิ้งเสีย

แน่นอนว่าเราทุกคนล้วนรักความสบายและความหรูหรา แต่หากเราตัดค่าใช้จ่ายที่ช่วยเสริมความสบายของเราออกไปเสียบ้าง เราคงจะสามารถออมเงินได้มากกว่าที่คิดไว้ ตัวอย่างเช่นในยุคอินเทอร์เน็ตนี้ เราสามารถหาชมช่องรายการโทรทัศน์บางช่องได้อย่างฟรี ๆ บนอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องเสียค่าบริการรายเดือน หรือแทนที่จะจ่ายค่ากาแฟแก้วละเป็นร้อย ก็หันมาชงกาแฟดื่มเองที่บ้านหรือที่ทำงาน นอกจากนี้การย้ายบ้านมาอยู่ใกล้ที่ทำงานยังช่วยให้เราประหยัดค่าน้ำมันรถได้อีกด้วย หรือไม่เช่นนั้นก็ลองใช้บริการรถเมล์หรือถีบจักรยานมาทำงานดู ลองคิดถึงค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่จะเป็นในชีวิตประจำวันและเริ่มตัดลดการใช้จ่ายจากตรงนั้นก็ได้

ค้นหาที่พักทางเลือก

ในการท่องเที่ยวทั่วโลกของเรา เราอาจมองหาที่พักที่มีราคาไม่แพง แถมยังสะอาดและมีอุปกรณ์ของใช้ที่จำเป็นอย่างครบครันได้ ด้วยการเข้าพักที่โฮสเท็ล (Hostel) หรือที่พักราคาประหยัดสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งสามารถมอบความสุขและความปลอดภัยให้แก่เราได้ด้วยราคาเพียง 320-500 บาทต่อคืนเท่านั้น

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ การเตรียมตัวเพื่อการท่องเที่ยวรอบโลกของเรานั้นไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะ แค่ตั้งเป้าหมาย วางแผนการเงินและการเดินทางให้ดี ๆ แม้จะไม่ได้มีเงินมาก แต่เราก็สามารถเดินทางไปลั้นลายังต่างแดนได้เช่นกัน แถมยังช่วยทำให้เรามีระเบียบวินัยในการวางแผนการใช้จ่ายเงินของเราได้อีกด้วย ว่าแล้วก็มาเริ่มวางแผนจัดทริปเที่ยวกันเลยดีกว่า

การหลีกเลี่ยงการสร้างบรรยากาศที่ลดความสนุกในการท่องเที่ยว

10

ในการเดินทางท่องเที่ยวนั้นถึงวัตถุประสงค์จะเป็นการปล่อยใจสบายๆ แต่ท่านอาจจะต้องเดินทางท่องเที่ยวไปกับคนอื่นๆ ที่ไม่สนิท หรือไม่รู้จักเลยในกรณีที่ไปทัวร์ ดังนั้น ท่านจึงจำเป็นจะต้องฝึกและเตือนเพื่อฝูงในเรื่องของการรักษามารยาทในการเดินทางและอยู่ด้วยกันมารยาทในการเดินทางนั้นไม่ได้ทำให้ท่านเครียดหรือเกร็ง หรือหมด ความสนุกแต่อย่างใด หากแต่ช่วยให้เกิดความสนุกมากขึ้น เพราะเป็นการหลีกเลี่ยงการสร้างบรรยากาศที่ลดความสนุก และเป็นการเสริมสร้างมิตรภาพใหม่ๆ ได้อีกด้วย ทำ ให้การเดินทางมีสมรรถภาพขึ้น และทุกคนจะได้ความสุขเต็มที่ โดยไม่มาหงุดหงิดกับเรื่องเล็กๆ ที่ท่านนึกว่าเล็ก แต่สำหรับคนอื่นเขาถือ ดังนี้เป็นต้น

การตรงต่อเวลาเรื่องนี้ต้องขอบอกเลย ท่านจะต้องมีนาฬิกาที่ตั้งง่ายดูชัดทั้งกลางวันกลางคืน และก็พยายามสร้างอุปนิสัยให้เป็นคนตรงต่อเวลา และสามารถกะเวลาถูกเมื่อ จะเดินเที่ยวตอนรถหยุดพัก และท่านอย่าลืมบวกเวลาเที่ยวกลับด้วย เช่น ถ้ารถจอดครึ่งชั่วโมงการเดินทางเที่ยวไปและกลับ 15 นาที ก็ไม่เหลือเวลาที่เราจะไปยืนดูในจุดที่ สวยงาม ดังนั้นท่านต้องเผื่อไว้เป็น 3 ส่วน เช่น ถ้าหยุดพัก 30 นาที ก็เดินไป 10 นาที ไปชื่นชมถ่ายรูป 10 นาที แล้วเดินกลับอีก 10 นาที อย่างนี้เป็นต้น การส่งเสียงดัง บางทีการคุยกันธรรมดาในรถเสียงดังหน่อยอาจจะไม่เป็นไป แต่การคุยกันยามดึกๆในห้อง หรือในบางครั้งห้องพักที่ไม่ใช่ผนังตึก คือเป็นเรือนไม้หรือเป็น เรือนแพ เสียงของท่านอาจไปรบกวนห้องข้างเคียงเขานอนไม่หลับ ซึ่งเรื่องนี้สำคัญ บางทีเป็นเสียงลูกเราซึ่งก็ไปร้องรบกวนคนอื่น เรื่องนี้ต้องคิดว่าเด็กเล็กๆ ควรเอาไปหรือไม่ การส่งเสียงดังต้องระมัดระวังให้มาก พยายามกระซิบกระซาบ แต่ไม่ใช่เป็นการนินทา คุยกันธรรมดาแต่ให้รู้จักกาละเทศะ ท่านก็จะเป็นคนที่น่ารักมากขึ้นทีเดียว การกินเหล้าเมายา เรื่องนี้ดูเหมือนถูกเทศน์และถูกว่าซ้ำซาก แต่ยาต่างๆ โดยเฉพาะเหล้ามันไม่ได้เห็นผลทันที เวลาเสพทีละนิดทีละหน่อยเราไม่รู้สึก แต่ไปถึงขนาดหนึ่ง แล้วอาจจะกลายเป็นเรื่องเสียหาย เช่น นั่งรถไปจิบเหล้าไปตลอดทาง ประเดี๋ยวก็มึนเมา หรือบางคนนึกว่าทำในสิ่งที่ตัวเองปกติไม่เคยทำ เช่น ไปสูบกัญชาหรือสูบบุหรี่เพื่อจะ ปล่อยตัวปล่อยใจ